ชมสไลด์ << กรุณา คลิ็ก >>

[Thai Islamic Medicine][slideshow]

พยาธิสภาพ และชั้นตอนการรักษา

 
 

 พยาธิสภาพ

สภาพของโรค

สภาพของโรคมี สี่ สภาพ คือ
  • สภาพเริ่มต้น
  • สภาพกำเริบ
  • สภาพบรรเทา
  • และ สภาพสิ้นสุด
แพทย์จะต้องพยายามแยกแยะให้ออก และระวังในทุก ๆ สภาพดังกล่าว และรักษาให้เหมาะสมกับสภาพของมัน
  • ถ้าหากเห็นว่าอยู่ใน สภาพเริ่มต้น ของโรค และธรรมชาติของมันต้องการสิ่งที่จะขยับเขยื้อนของเสีย และขับของเสียนั้นออกไป เพื่อให้มันสุกสมบูรณ์ ก็ให้ทำตามนั้น
  • ถ้าหากผ่านเลยเวลาที่จะขยับเขยื้อนของเสียในตอนเริ่มต้นของโรค ด้วยมีข้อห้ามบางประการก็ตาม หรือเพราะร่างกายอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถทนการขับไล่ของเสียออกได้ หรือสภาพอากาศเย็นเกินไป หรือเลยช่วงเวลาสมควรไปแล้ว ก็สมควรระวังอย่างมากที่จะไปทำมันในช่วงที่ สภาพโรคกำลังกำเริบ เนื่องจากหากไปทำมันเข้า จะทำให้ธรรมชาติของคนป่วยนั้นสับสน ทำให้มันต้องไปยุ่งอยู่กับยาที่ให้ไป ทำให้ไม่มีเวลามาสนใจดูแลตัวโรคและต่อต้านมันอย่างสุดกำลังเหมือนที่ควรจะเป็น
    • เหมือนกับว่าไปใช้ให้ทหารที่กำลังทำหน้าที่ต่อสู้ศัตรูอยู่ ให้ไปทำหน้าที่อย่างอื่นแทน
    • และจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ในเวลา โรคกำลังกำเริบ นั้น จะต้องให้ธรรมชาติได้รักษากำลังไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • เมื่อโรคเริ่ม บรรเทา ลง และ หยุดเงียบไป ก็ให้ขับมันออกมา และรักษาที่สาเหตุของมัน
  • และเมื่อ โรคหาย การกระทำเช่นนี้ ยิ่งเป็นสิ่งที่สมควรกระทำมากขึ้น
    • เหมือนกับศัตรูที่หมดกำลัง และอาวุธได้หลุดจากมือไปแล้ว การเข้าจับกุมเขาย่อมจะง่ายขึ้น ยิ่งศัตรูกำลังวิ่งหนียิ่งเป็นการง่ายที่จะจับเขาได้ และความแข็งแกร่ง ความน่าอันตรายของศัตรูก็จะอยู่ในช่วงแรก ๆ ที่เริ่มต้น และช่วงที่ขับเขาออกมานั่นเอง ซึ่งจะมีสภาพน่าอันตรายอย่างที่สุด โรคและยาก็เป็นเช่นเดียวกัน

วิธีการรักษา

แพทย์ที่เชี่ยวชาญ จะใช้วิธีการรักษาที่ง่ายที่สุดก่อน และจะไม่ใช้วิธีที่ยากถ้าไม่จำเป็น เช่นเดียวกัน เขาจะใช้ ยา หรือการรักษาที่อ่อนกว่าก่อน แล้วจึงจะใช้การรักษา หรือยาที่แรงกว่า ถ้าหากจำเป็น

นอกจากเขากลัวว่ากำลังของคนไข้จะหมดไปก่อน ถ้าเริ่มยาที่แรงกว่าช้าเกินไป ถ้าเป็นดังนั้น เขาจึงจะเริ่มด้วยยาแรงตั้งแต่ครั้งแรกที่รักษา และจะไม่รักษาอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่งตลอดไป ซึ่งจะทำให้ธรรมชาติร่างกายของคนไข้เคยชินกับยานั้น และไม่ตอบสนองต่อยาเท่าที่ควร เขาจะไม่กล้าใช้ยาแรงในขณะที่โรคยังแรงอยู่ และได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าหากสามารถใช้ อาหาร แทนยาได้ ก็ไม่ให้ใช้ ยา แต่ให้ใช้อาหารแทน

ถ้าหากยังสงสัยว่า สภาพผู้ป่วย ขณะนั้นร้อนหรือเย็นกันแน่ ก็ไม่ให้รักษาจนกว่าจะแน่ใจเสียก่อน และไม่ควรทดลองใช้ยา หรือวิธีที่อาจจะเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยได้ แต่ก็ไม่เป็นการเสียหายหากจะทดลองใช้ยา หรือวิธีที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

เมื่อมีหลาย ๆ โรครวมกันในผู้ป่วยคนหนึ่ง ก็ให้เริ่มรักษาด้วย ยา ซึ่งเหมาะสำหรับสภาพ หนึ่งในสาม ต่อไปนี้

  • หนึ่ง ต้องเริ่มรักษา โรคที่ถ้าทำให้หายได้ จะทำให้อีกโรคหนึ่งหายไปด้วย เช่น ก้อนบวมและแผล ก็ให้เริ่มด้วยการรักษาก้อนบวมก่อน
  • สอง ต้องเริ่มรักษา โรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดอีกโรคหนึ่ง ก่อน เช่น ถ้ามีก้อนอุดตันในเส้นเลือดแดง และมีไข้จากการติดเชื้อ ก็ให้เริ่มด้วยการรักษาสาเหตุก่อน
  • สาม ต้องรักษา โรคที่สำคัญมากก่อน โรคที่มีความสำคัญน้อยกว่า เช่น โรคเฉียบพลัน และโรคเรื้อรัง ก็ให้รักษาโรคเฉียบพลันก่อน แต่พร้อมกันนั้น ก็ไม่ละเลยอีกโรคหนึ่งไป
    • ถ้ามีโรคและอาการแสดงหลาย ๆ อย่างปนกัน ให้เริ่มด้วยการรักษาโรคก่อน แล้วจึงรักษาอาการแสดงภายหลัง
    • นอกจากอาการแสดงนั้น จะมีอันตรายกว่า หรือหนักกว่า เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ที่มีอาการปวดรุนแรงจากท้องผูก ก็ให้ยาเพื่อระงับปวดก่อน แล้วหลังจากนั้น จึงมาแก้สิ่งที่อุดตันลำไส้ใหญ่นั้น
    • ถ้าหากสามารถที่จะแทนการขับของเสียออก ด้วยการทำให้หิว หรืออดอาหาร หรือนอน ก็ไม่ต้องใช้การขับของเสียออก แต่ใช้วิธีอื่นดังกล่าวแล้วแทน
    • ส่วนที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วของร่างกาย ต้องพยายามรักษาไว้ ให้รักษาสภาพนั้นไว้ ด้วยการให้สิ่งเหมือนกันหรือคล้ายกัน ถ้าต้องการเปลี่ยนสภาพไปสู่สิ่งที่คิดว่าดีกว่า ก็ให้เปลี่ยนสภาพด้วยสิ่งที่ตรงกันข้าม


ยารักษากาย

[medicine][stack]

ธรรมชาติบำบัด

[ยารักษาใจ][grids]

ยาจากพระเจ้า

[ยาจากพระเจ้า][btop]