ชมสไลด์ << กรุณา คลิ็ก >>

[Thai Islamic Medicine][slideshow]

การป้องกันโรคติดต่อ โรคเรื้อน

 

การป้องกันโรคติดต่อ โรคเรื้อน

 

การป้องกันโรคที่ติดต่อโดยการสัมผัส และส่งเสริมให้ผู้มีสุขภาพดีออกห่างจากผู้ที่เป็นโรคติดต่อ


ในหนังสือหะดีษ “ซอเฮียะห์มุสลิม” จากท่านญาบิร บินอับดุลลอฮ์ ครั้งหนึ่งในกลุ่มของผู้แทนจากเผ่าสะกีฟ มีชายคนหนึ่งที่เป็นโรคเรื้อนอยู่ด้วย ท่านนบี ซล.ได้ส่งข่าวไปหาเขาว่า “จงกลับไปเสีย และเราได้รับประกันความซื่อสัตย์ของพวกท่านแล้ว” (ซอเฮียะห์มุสลิม 126/2231)

รายงานจาก “ซอเฮียะห์บุคอรี” จากอบีหุรอยเราะห์ จากท่านนบี ซล.ได้กล่าวว่า “จงหลีกห่างคนที่เป็นโรคเรื้อนเหมือนท่านหลีกห่างจากสิงโต” (ซอเฮียะห์บุคอรี, 5707)

จากหนังสือ “สุนันอิบนิมาญะห์” จากหะดีษของท่านอิบนิอับบาสรายงานว่า ท่านนบี ซล.ได้กล่าวว่า “อย่าจ้องมองคนเป็นโรคเรื้อนเป็นเวลานาน ๆ” (ซอเฮียะห์อิบนิมาญะห์ 3543)

ใน “ซอฮีเฮน” จากหะดีษของท่านอบีหุรอยเราะห์กล่าวว่า ท่านนบี ซล.ได้พูดว่า “อย่าเอาคนป่วยไปอยู่ใกล้ ๆ คนที่มีสุขภาพดี” (ซอเฮียะห์มุสลิม 5771)

ได้เล่าจากท่านนบี ซล.ว่า “ให้พูดคุยกับคนเป็นโรคเรื้อน โดยมีระยะห่างระหว่างหนึ่งถึงสองความยาวหอก” (ระดับดี อะหมัด, 78/1)

โรคเรื้อน

เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่ง เกิดจากการแพร่กระจายของ น้ำดีดำ ไปทั่วร่างกาย ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายแปรปรวนไปทั้งด้านกายภาพ และประสิทธิภาพ บางครั้งเมื่อเป็นมาก ๆ จะทำให้ปลายอวัยวะบางส่วนขาดหลุดไป

มันถูกเรียกว่า โรคของสิงโต เนื่องจากสามสาเหตุคือ

  • หนึ่ง โรคนี้มักจะเกิดกับสิงโตเป็นส่วนมาก
  • สอง โรคนี้จะทำอันตรายต่อใบหน้าของผู้ป่วย ทำให้มีลักษณะภายนอกเปลี่ยนไปคล้ายสิงโต
  • สาม มันสามารถ ติดต่อ ไปยังผู้ที่อยู่ใกล้ เหมือนกับสิงโตที่จับเหยื่อที่อยู่ใกล้ ๆ มัน
ในทางการแพทย์ โรคนี้เป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อได้ทางการสัมผัส หรืออยู่ใกล้ผู้ป่วย และเหมือน โรควัณโรค ที่มีกลิ่นเหม็นพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งผู้ได้กลิ่นจะทราบทันที ท่านนบี ซล.เป็นผู้ที่มีความเมตตาต่อประชาชาติของท่านอย่างยิ่ง จึงได้เตือนพวกเขาให้หลีกห่างจากผู้เป็นโรคดังกล่าว อันเป็นการป้องกันไม่ให้พลอยเป็นโรคเรื้อนไปด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดความน่าเกลียด และความเสียหายต่อตัวของเขา และจิตใจของเขาได้
 
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในคนบางคน ร่างกายของเขาอาจมี ความโน้มเอียง ที่จะติดต่อโรคได้ง่ายอยู่แล้ว ถ้าธรรมชาติของเขาเป็นชนิดที่เกิดปฏิกิริยาได้ง่ายต่อโรคดังกล่าว โดยการเข้าใกล้ หรือได้สัมผัสคลุกคลีกับคนเป็นโรคนั้นก็ตาม โรคนั้นก็จะติดต่อเข้ามาสู่เขาทันที และบางครั้ง ความกลัว ว่าโรคจะมาติดเขานั่นเองที่เป็นสาเหตุให้โรคนี้ติดต่อมายังเขาได้ เนื่องจาก ความขลาดกลัว จะทำให้ธรรมชาติ และความแข็งแรงของเขาลดลง ทำให้ติดต่อโรคได้ง่ายขึ้น
 
กลิ่นของโรค ก็เช่นกัน ที่เกิดจากคนเป็นโรคไปสู่คนปกติ มันก็จะจับเขาและทำให้เป็นโรคได้ ดังเช่นที่ได้พบเห็นกันอยู่แล้วในบางโรคที่กลิ่นเป็นต้นเหตุของการติดต่อโรคได้ ด้วยเหตุทั้งหมดนี้เอง จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนที่จะเผชิญกับโรคนี้
 
ท่านนบี ซล.ได้สมรสกับหญิงคนหนึ่ง เมื่อท่านได้เข้าหานางก็พบว่าใบหน้าของนางนั้นขาวผิดปกติท่านจึงกล่าวว่า “ท่านจงกลับไปยังพวกของท่านเถิด” (ระดับอ่อน อบูดาวูด 3925)
 
มีคนบางกลุ่มเข้าใจผิดว่าหะดีษบทนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยหะดีษอื่น ๆ เช่นที่รายงานจากท่านติรมิซีย์จากท่านญาบิรว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ได้จับมือของคนที่เป็นโรคเรื้อนคนหนึ่ง และรับประทานอาหารที่ถาดเดียวกับเขา และท่านได้กล่าวว่า
 
“จงรับประทานเถิด ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ซบ. ด้วยความเชื่อมั่นต่อพระองค์ และมอบหมายต่อพระองค์”
 
เล่าโดยอิบนิมาญะห์ และจากหนังสือ “ซอเฮียะห์” จากอบีหุรอยเราะห์ จากท่านนบี ซล.ได้กล่าวว่า “ไม่มีโรคติดต่อ และไม่มีลางร้าย” (ซอเฮียะห์บุคอรี, 5707)

ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า จริง ๆ แล้วไม่ได้มีการขัดแย้งกันในบรรดาหะดีษดังกล่าวเลย และถ้าหากมีการขัดแย้งกัน นั่นอาจจะเกิดจากบางหะดีษนั้นไม่ใช่คำพูดของท่านนบี ซล.โดยตรง แต่มีการปะปนเอาความเห็นของคนที่ยึดมั่นในบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป หรือเกิดจากการที่หะดีษหนึ่งไปยกเลิกอีกหะดีษหนึ่งได้ หรือเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ฟังเอง แต่ไม่ได้เกิดจากคำพูดที่ออกมาจากปากของท่านนบี ซล. โดยตรงอย่างแน่นอน

ดังนั้นจึงต้องพิจารณาเรื่องเหล่านี้เป็น สามอย่าง คือ

ถ้าหากมีหะดีษสองหะดีษเป็นหะดีษที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง และต่างก็เป็นหะดีษจริงทั้งหมด และไม่มีอันไหนยกเลิกอีกอันหนึ่ง สิ่งนี้ไม่สามารถเป็นไปได้ เนื่องจากพระองค์อัลลอฮ์ ซบ. จะไม่ทรงทำให้คำพูดที่เป็นสัจจะ ซึ่งออกจากปากคนที่มีสัจจะที่ได้รับการรับรองแล้ว จะมีการขัดแย้งกันเช่นนั้นได้ แต่ผู้ที่เล่าสืบต่อมานั้นอาจจะผิดพลาดจากการ ย่นย่อ หรือตัดตอนคำพูดของท่านนบี ซล.บางคำตามความรู้ความเข้าใจของเขา หรือเกิดความผิดพลาดในการแยกแยะ หะดีษที่ถูกต้องกับหะดีษที่ไม่ถูกต้อง หรือเกิดจากความไม่รู้จุดมุ่งหมายของท่านนบี ซล.เอง หลังจากนั้นจึงเกิดการเล่าสืบต่อกันมา หรือเกิดจากหลาย ๆ สาเหตุรวมกันทำให้เกิดความขัดแย้งและเสียหายขึ้น และพระองค์อัลลอฮ์ ซบ. เท่านั้น คือผู้ประทานความสำเร็จทั้งมวล

ท่านอิบนิกุตัยบะห์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “หะดีษที่ขัดแย้ง” (   ) ว่า เมื่อเขากล่าวถึงหะดีษต่างๆ  พวกเหล่านั้นกล่าวว่า “นี่เป็นหะดีษที่ขัดแย้งกันเองจากสิ่งที่ท่านนบี ซล. กล่าวว่า “ไม่มีโรคติดต่อและไม่มีลางร้าย” บางคนพูดว่า ท่านศาสดากล่าวว่า “โรคเรื้อนสัตว์ จะจับที่ริมฝีปากของอูฐ และอูฐนั้นก็จะกลายเป็นโรคเรื้อนไป”
(ซอเฮียะห์บุคอรี 5717) ก็มีคนตั้งคำถามอีกว่า “แล้วอูฐตัวแรกที่เป็นโรคเรื้อนเล่าเกิดจากอะไร” หลังจากนั้นก็มี
รายงานอีกว่า “อย่าเอาคนที่เป็นโรคไปใกล้ๆ กับคนที่ไม่เป็นโรค และให้หนีจากคนเป็นโรคเรื้อนเหมือนกับเราหนีจาก
สิงโต” ได้มีคนเป็นโรคเรื้อนได้มาขอทำสัญญาเข้ารับอิสลาม ท่านนบี ซล.ก็ได้ทำสัญญาให้ แต่ก็ไม่ได้ให้เข้าพบและยังมี
รายงานจากท่านนบี ซล.อีกว่า “ลางร้ายจะพบในผู้หญิงในบ้านเรือนและสัตว์ต่างๆ” ซึ่งหะดีษต่างๆ เหล่านี้ก็ขัดแย้ง
กันเองอยู่ในตัวแล้ว ไม่มีหะดีษใดเหมือนกันเลย
ท่านอิบนิกุตัยบะห์ได้กล่าวอีกว่า และเราก็ได้กล่าวว่า ไม่มีความขัดแย้งใดๆ ในเรื่องนี้ในทุกๆ หะดีษนั้นต่างก็
มีความหมายของตัวมันเองอยู่ในเวลาหนึ่งๆ และสถานที่หนึ่งๆ ถ้าเรานำสิ่งเหล่านี้มาคิดรวมด้วยแล้วก็จะหมดความ
ขัดแย้งเหล่านั้นไป
โรคติดต่อนั้นมีสองชนิด อย่างหนึ่งคือโรคติดต่อจากโรคเรื้อน ผู้ที่เป็นโรคเรื้อนนั้นจะมีกลิ่นที่รุนแรงมาก และ
กลิ่นนั้นจะไปติดกับคนที่นั่งใกล้เขาและพูดคุยกับเขาทำให้เขาเป็นโรคเรื้อนได้ด้วยเหตุนี้ภรรยาของผู้ที่เป็นโรคเรื้อน
และอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเขาหลับนอนกับเขาก็ย่อมติดโรคจากเขาได้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกันกับลูกของเขาที่อยู่
ด้วยกันก็จะสามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นกันเมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้น เช่นเดียวกันกับคนที่เป็นวัณโรคหรือโรคเรื้อนสัตว์บรรดา
แพทย์ จะแนะนำไม่ให้นั่งร่วมกับคนเป็นวัณโรคและโรคเรื้อน ไม่ใช่หมายความเพียงว่ามันอาจจะติดต่อกันได้ แต่สิ่งที่
สำคัญคือกลิ่นที่รุนแรงของคนเป็นโรคดังกล่าว ถ้าหากสูดดมเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้ติดโรคได้เช่นกัน บรรดาแพทย์
นั้นเป็นผู้ที่ไม่มีความเชื่อในเรื่องลางร้ายหรือปีศาจต่างๆ มากที่สุดอยู่แล้ว
กรณีนี้จะเป็นเช่นเดียวกับโรคเรื้อนสัตว์ที่เกิดกับอูฐ ซึ่งเป็นโรคเรื้อนชนิดหนึ่งเช่นกัน แต่เป็นแผลเปียกชื้น ถ้า
หากอูฐที่เป็นโรคนั้นอยู่ปะปนกับอูฐปกติ มันก็จะทำให้ติดโรคได้เช่นกันโดยผ่านทางน้ำหรือสารคัดหลั่งต่างๆ ที่ออกมา
จากอูฐที่เป็นโรคนั่นเอง และนี่คือความหมายของท่านนบี ซล.ที่ว่า “อย่าให้ผู้ป่วยอยู่ใกล้ๆ กับผู้ที่สุขภาพดี” เพราะไม่
ต้องการให้มีการปนกันกับคนปกติเพื่อป้องกันไม่ให้สารคัดหลั่งต่างๆ ที่ออกมาจากผู้ป่วยหรือจากการเกาของเขาไป
สัมผัสกับคนดีๆ นั่นเอง
ส่วนโรคติดต่อชนิดที่สองก็คือ โรคกาฬโรคที่เกิดขึ้นในเมืองหนึ่งๆ และการออกจากเมืองนั้นก็อาจจะเป็นการ
ทำให้เกิดการติดต่อมากขึ้น ดังนั้นท่านนบี ซล.จึงได้กล่าวว่า “เมื่อมีโรคกาฬโรคเกิดขึ้นที่เมืองใด ถ้าหากท่านอยู่ใน
เมืองนั้นก็ห้ามออกจากมัน และถ้าท่านไม่ได้อยู่ในเมืองนั้นก็อย่าเข้าไป” เพื่อต้องการไม่ให้มีใครที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้น
หนีออกไปจากเมืองทั้งๆ ที่หลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าการหนีออกไปเป็นลิขิตของอัลลอฮ์ ซบ.ที่จะช่วยพวกเขาได้ และ
ในขณะเดียวกันผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเมืองนั้นก็ห้ามเข้าไป นั่นคือให้คงอยู่ในที่ๆ เขาอย ซึ่งยังปลอดจากโรคระบาดไปก่อน
เพื่อเขาจะได้สบายใจ และดำรงชีวิตได้อย่างสุขสงบเช่นเดียวกัน วิธีนี้ยังใช้ได้ในกรณีของภรรยาที่ถูกกล่าวหาว่ามีลาง
ร้าย (คงคล้ายคำว่าตัวซวยในบ้านเรา: ผู้แปล) หรือบ้านที่มีโชคร้าย เมื่อสามีประสบเคราะห์กรรมใดสามีก็จะพูดว่า “ฉัน
ถูกลางร้ายที่ติดต่อมาจากความโชคร้ายของภรรยาฉัน” และนี่คือโรคติดต่อที่ท่านนบี ซล.ได้กล่าวไว้ว่า “ไม่มี
โรคติดต่อ”
ู่
บางพวกกล่าวว่า การสั่งห้ามไม่ให้เข้าใกล้คนเป็นโรคเรื้อนและให้หนีไกลๆ เขานั้นเป็นเพียงสิ่งที่ควรทำหรือ
เป็นคำแนะนำเท่านั้น แต่การรับประทานอาหารร่วมกับเขาถือเป็นสิ่งที่ให้ทำได้ดั่งที่ท่านนบี ซล.เคยทำ และไม่ถือว่า
เป็นสิ่งหะรอม (ทำแล้วเป็นบาป)
บางกลุ่มก็กล่าวว่า คำตอบของทั้งสองหะดีษนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นบทบัญญัติสำหรับเรื่องทั่วๆ
ไปและในแต่ละเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องที่ท่านนบี ซล.ได้ทำตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นตามความเหมาะสมกับ
สถานการณ์ ในคนบางคนเป็นผู้มีความศรัทธาแข็งแรงมาก มีการมอบหมายต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างสูง ความเชื่อมั่นและ
มอบหมายนี้เองที่เป็นพลังต้านต่อพลังของโรคติดต่อนั้น เช่นเดียวกับพลังธรรมชาติที่ต่อต้านโรคร้ายและทำลายมันจน
หมดพิษสง แต่ในขณะเดียวกันคนบางคนไม่ได้มีความแข็งแรงถึงขั้นนั้น ดังนั้นคำตอบสำหรับพวกนี้ก็คือการป้องกัน
และเฝ้าระวัง ด้วยเหตุนี้ท่านนบี ซล.จึงต้องทำทั้งสองอย่างไปด้วยกันเพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชาติของพระองค์ได้ทำ
ตามสืบไป โดยแนะนำให้ประชาชาติของพระองค์ผู้ที่แข็งแรงใช้วิธีมอบหมายและเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า และ
ประชาชาติของพระองค์ที่อ่อนแอให้ใช้วิธีหลีกเลี่ยงและป้องกัน และวิธีทั้งสองนั้นต่างถูกทั้งคู่ วิธีหนึ่งสำหรับผู้ศรัทธาที่
แข็งแรง ส่วนอีกวิธีหนึ่งสำหรับผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ ดังนั้นทุกๆ ฝ่ายก็จะมีหลักฐานในการกระทำของตัวเองไว้ยึดเป็น
แบบฉบับตามแต่กำลังและความเหมาะสมของแต่ละฝ่ายไป เช่นกับการที่ท่านนบี ซล.ได้ใช้วิธีการรักษาโรคด้วยการ
นาบไฟ แต่ขณะเดียวกันก็สรรเสริญการไม่ใช้วิธีนาบไฟในการรักษา และทดแทนการไม่รักษานั้นด้วยการมอบหมาย
ต่ออัลลอฮ์ ซบ. ไม่ให้สนใจลางร้าย และนี่คือทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นวิธีที่นุ่มนวล และดีสำหรับทุกฝ่าย มีทางออก
ให้กับทุกๆ ฝ่าย ทำให้ข้อโต้แย้งทั้งหลายตกไป ด้วยหลักการและแนวทางของศาสดาที่ถูกต้องนั่นเอง
บางกลุ่มมีความเห็นว่า แท้จริงคำสั่งใช้นั้นเพื่อให้หนีออกจากมันไปและหลีกเลี่ยงห่างไกลจากผู้ป่วย ซึ่งสิ่งนี้
เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะการกระทบหรือแตะเนื้อต้องตัวกัน หรืออยู่ร่วมกัน หรือได้กลิ่นผู้ป่วย ทำให้เกิดการติดต่อ
ของเชื้อจากผู้ป่วยสู่ผู้ที่แข็งแรงได้ แต่ก็มักจะต้องมีการอยู่ร่วมกันหรือกระทบกันบ่อยๆ หลายๆ ครั้ง ส่วนการ
รับประทานอาหารร่วมกันนั้นเป็นเวลาสั้นๆ ที่คนปกติต้องได้รับกลิ่นจากผู้ป่วยบ้าง ดังนั้นจึงไม่เป็นการเสียหาย
เนื่องจากการติดต่อของโรคจะไม่เกิดจากการกระทบหรือสัมผัสเพียงหนเดียวกัน คราวเดียวกัน ดังนั้นการห้ามจึงเป็น
เพื่อการป้องกันการติดเชื้อมากกว่า เพื่อรักษาร่างกายของคนปกติให้แข็งแรงไว้ และการกระทบหรือสัมผัสคนเป็นโรคก็
เป็นการสัมผัสตามความจำเป็นและเพื่อผลประโยชน์อื่น ดังนั้นทั้งสองแนวทางนี้จึงไม่ขัดกัน
บางกลุ่มมีความเห็นว่าเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ท่านนบี ซล.ได้รับประทานอาหารด้วยนั้น เป็นโรคเรื้อน
ชนิดที่ไม่รุนแรงและไม่ติดต่อไปถึงผู้อื่น และโรคเรื้อนนั้นแต่ละอย่างก็มีความรุนแรงแตกต่างกันไป บางชนิดการคลุกคลี
กับเขาก็ไม่ก่อให้เกิดโรคติดต่อหรือไม่เกิดผลร้ายแต่ประการใด เนื่องจากเป็นชนิดที่ไม่ร้ายแรงและอาการโรคของเขาก็
******
หยุดอยู่แค่นั้น ไม่ได้มีอาการเป็นมากขึ้นแต่อย่างใด ส่วนอื่นๆ ของร่างกายเขาที่ไม่ได้เป็นโรค ที่ยังดีๆ อยู่ก็ยังคงไม่
เป็นโรคอยู่เช่นนั้น โรคเรื้อนชนิดนี้จึงไม่ติดต่อไปถึงผู้อื่นที่เขาเข้ามาคลุกคลีด้วย
บางกลุ่มก็ว่าในสมัยนั้นผู้ที่ไม่มีความรู้จะมีความเชื่ออยู่ว่า โรคติดต่อนั้นมันติดต่อได้ด้วยธรรมชาติของโรคเอง
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอัลลอฮ์ ซบ.ดังนั้นท่านนบี ซล.จึงได้มายกเลิกความเชื่อถือดังกล่าวเสียและร่วมรับประทาน
อาหารกับผู้ที่เป็นโรคเรื้อนเพื่อแสดงให้พวกเขาได้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วอัลลอฮ์ ซบ.ต่างหากคือผู้ที่ทรงให้ป่วยและทรงให้
หายจากโรค และการห้ามไม่ให้เข้าใกล้พวกเขานั้นก็เพื่ออธิบายให้เห็นถึงสาเหตุของโรคที่อัลลอฮ์ ซบ.ได้กำหนดขึ้น ซึ่ง
จะนำไปยังการเป็นโรคนั้นๆ ได้ การห้ามนั้นจึงเป็นการยืนยันสาเหตุของโรคนั่นเองว่าเกิดจากการติดต่อสัมผัสจริง และ
ในการกระทำของท่านที่ร่วมรับประทานอาหารด้วยนั้นก็เป็นเครื่องอธิบายว่าการติดต่อนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว แต่
พระผู้เป็นเจ้ายังสามารถที่จะไม่ให้เกิดการติดต่อได้ถ้าพระองค์ทรงประสงค์ โดยผู้ที่คลุกคลีนั้นจะไม่เป็นอะไรเลย และ
ในบางกรณีการคลุกคลีก็ทำให้เกิดโรคติดต่อได้ เมื่อพระองค์ทรงประสงค์เช่นกัน
บางกลุ่มก็กล่าวว่าในหะดีษนี้มีหะดีษหนึ่งที่มาเพื่อยกเลิกอีกหะดีษหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องดูวันเวลาที่เกิดหะดีษ
เหล่านี้ขึ้นถ้าเราสามารถรู้ได้ว่าอันไหนก่อนหลัง แต่ถ้าเราไม่สามารถจะรู้ได้ก็ทิ้งไว้เช่นนั้นก่อน
บางกลุ่มก็กล่าวว่าบางหะดีษนั้นถูกท่องจำมา แต่บางหะดีษนั้นไม่ได้ถูกท่องจำไว้ และคำพูดที่ว่า “ไม่มี
โรคติดต่อ” นั้น ท่านอบีหุรอยเราะห์ได้รายงานมาก่อน หลังจากนั้นท่านเกิดไม่แน่ใจท่านจึงทิ้งมันไป แต่หลังจากนั้น
ท่านก็ได้เอามันกลับมาใหม่ ท่านอบูซัลมะห์ได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านอบีหุรอยเราะห์ลืมหรือไม่ว่า หะดีษหนึ่ง
จะยกเลิกอีกหะดีษหนึ่ง
ส่วนหะดีษของญาบิรที่อ้างว่าท่านนบี ซล.ได้จับมือของคนเป็นโรคเรื้อนและได้เข้าไปในที่พักด้วยกันนั้น เป็น
หะดีษที่ไม่ถูกต้องไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน ท่านติรมิซีย์ได้กล่าวว่า เป็นหะดีษที่แปลกประหลาดและมันไม่ได้อยู่ใน
ระดับหะดีษซอเฮียะห์หรือหะซัน และท่านชัวอ์บะห์รวมทั้งท่านอื่นๆ ก็ได้กล่าวว่า จงระวังหะดีษที่ประหลาดเหล่านี้
ท่านติรมิซีย์ยังได้กล่าวอีกว่า สิ่งที่รายงานนั้นจริงๆ แล้วเป็นการกระทำของท่านอุมัรหาใช่ท่านนบี ซล.ไม่
และนี่คือเรื่องราวรายละเอียดของหะดีษทั้งสองซึ่งค้านกับหะดีษอื่นๆ ที่บอกว่าห้ามเข้าใกล้คนโรคเรื้อน หะดีษ
หนึ่งเป็นของท่านอบีหุรอยเราะห์ซึ่งอยู่ในภาวะไม่มั่นใจ และหะดีษหนึ่งไม่ใช่หะดีษซอเฮียะห์ที่มาจากท่านร่อซูลุลลอฮ์
ซล. และอัลลอฮ์ ซบ.เท่านั้นที่ทรงรู้ยิ่งกว่า

ยารักษากาย

[medicine][stack]

ธรรมชาติบำบัด

[ยารักษาใจ][grids]

ยาจากพระเจ้า

[ยาจากพระเจ้า][btop]