ชมสไลด์ << กรุณา คลิ็ก >>

[Thai Islamic Medicine][slideshow]

การรับประกันคุณภาพการรักษา

 

การรับประกันคุณภาพของการรักษาจากผู้ที่ไม่ได้มีความรู้ในการรักษาที่แท้จริง


ได้เล่าจากท่านอบูดาวูด และนะซาอีย์ และอิบนิมาญะห์ จากหะดีษของท่านอัมร บินชุอัยบ จากพ่อของเขา จากปู่ของเขา ได้กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ซล.ได้ทรงกล่าวว่า “ผู้ใดทำการรักษาผู้อื่นโดยที่พวกเขาไม่มีความรู้มาก่อน เขาจะต้องจ่ายค่าเสียหายจากการนั้น” (ระดับดี อบูดาวูด 4586)

หะดีษบทนี้มีความหมายเกี่ยวพันไปถึง สามด้าน คือ ทางด้านภาษา ทางด้านกฏหมาย และทางด้านการแพทย์

ทางด้านภาษา คำว่า “อัตติบบุ” มีความหมายหลายอย่าง

  • อย่างแรก คือ การปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ทำให้ดีขึ้น ถ้าเขาทำอะไรให้ดีขึ้น จึงถือว่าเป็น “อัตติบบุ”
  • อีกความหมายหนึ่ง คือ ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น ผู้ใดก็ตาม เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก ๆ ก็จะถือว่าเป็น “อัตติบบุ” แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่เกี่ยวกับการรักษาความป่วยไข้ก็ตาม (เช่นในภาษาไทยคือ หมอรองเท้า หมอความ ฯลฯ: ผู้แปล)
  • อีกความหมายหนึ่ งแปลว่า ความเคยชิน เช่น สิ่งนี้ไม่ใช่ “อัตติบ” ของฉัน นั่นก็คือ ไม่ใช่ความเคยชินของฉัน
  • อีกความหมายหนึ่ง คือ ผู้ทำเวทย์มนต์ (หมอผี: ผู้แปล) เช่น คนที่ “มัตบูบ” คือ คนที่ถูกกระทำเวทย์มนต์
    • ดังในหะดีษจากท่านหญิงอาอิชะห์ รด. ที่กล่าวถึง ตอนที่ท่านนบี ซล.ได้ถูกกระทำเวทย์มนต์ ได้มีมาลาอิกะห์สององค์ที่ศีรษะ และเท้าของท่านนบี องค์หนึ่งกล่าวว่า “ชายคนนี้เป็นอะไรไป” อีกองค์หนึ่งตอบว่า “มัตบูบ” (ถูกเวทย์มนต์) อีกองค์ถามต่อว่า “ใครทำเขา” องค์นั้นก็ตอบว่า “คนหนึ่งจากพวกยะฮูดี”
  • และ “อัตติบ” ยังแปลว่า หมอรักษาโรคด้วย ถ้าอ่านว่า “อัตต๊อบบุ” แปลว่า ผู้มีความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
    • ถ้าอ่านว่า “อัตติบบุ” ยังแปลว่า การรักษาโรคด้วย คำพูดของท่านนบีที่ว่า “มันตะต๊อบบะบะ” โดยไม่ใช้คำว่า “มันต๊อบบะ” เพราะว่ากริยา “ตะฟะอะละ” บ่งถึง การบังคับทำอะไรบางอย่างโดยที่อีกฝ่ายไม่เต็มใจ และเขาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น

ส่วนความหมายทางด้านกฏหมาย

ก็คือ แพทย์ที่ไม่มีความรู้ จะต้องจ่ายค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ถ้าเขาได้เรียนวิชาแพทย์แต่ไม่มีความรู้พอเพียง และทำให้เกิดอันตรายแก่คนไข้ หรือทำให้เสียชีวิต เขาจะต้องจ่ายค่าเสียหายในความไม่รู้ของเขานั้น ดังนั้น แพทย์ที่ไม่มีความรู้พอ จึงต้องจ่ายค่าเสียหายเสมอ ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นตามความเห็นของนักกฏหมายส่วนใหญ่

ท่านคอตตอบีย์ได้กล่าวว่า “ไม่มีความเห็นที่แตกต่างกันที่ว่า ในการรักษาผู้ป่วย และก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยนั้น ผู้รักษาจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ป่วย เนื่องจากเขาไม่มีความรู้พอที่จะทำ ดังนั้นเมื่อเกิดอันตราย เขาจึงสมควรที่จะต้องรับความเสียหายดังกล่าวที่เขาก่อขึ้น โดยที่คนไข้ไม่ได้อนุญาตให้แพทย์ที่ไม่รู้นั้นทำการรักษา (คนไข้เข้าใจผิดว่าแพทย์นั้นเป็นผู้รู้ในเรื่องนั้น ๆ จึงอนุญาตให้ทำ: ผู้แปล)

แพทย์นั้นมีอยู่ ห้าชนิด คือ

  • หนึ่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยนั้น โดยที่ผู้ป่วยนั้นอนุญาตแล้ว และมีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ถูกต้องตามกฏหมาย แต่เกิดผลเสียหายกับคนไข้ หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตไปทั้ง ๆ ที่แพทย์นั้นไม่ได้ทำผิดพลาดแต่อย่างใด แพทย์ชนิดนี้ไม่ต้องรับโทษ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในสิ่งที่เขาทำลงไป เพราะเขาได้รับอนุญาตแล้ว เช่น การขริบปลายอวัยวะเพศของเด็ก ในเวลาที่สมควร และมีอายุถึงเกณฑ์ที่จะผ่าตัดได้ และผู้ผ่าตัดก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้อยู่แล้ว ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นเป็นอันตรายต่ออวัยวะของเด็ก หรือตัวเด็กเอง ก็ไม่ถือว่าต้องจ่ายค่าชดเชยแต่ประการใด
    • เช่นเดียวกัน การกรอกเลือด ของผู้เชี่ยวชาญต่อคนไข้ที่สมควรได้รับการกรอกเลือด ในเวลาที่เหมาะสม หากเกิดความเสียหายขึ้น ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายนั้นเช่นกัน
  • สอง แพทย์ที่ไม่มีความรู้ เมื่อทำการรักษาผู้ป่วยแล้วเกิดอันตรายขึ้นแก่ผู้ป่วยนั้น ถ้าหากผู้ถูกรักษารู้อยู่แล้วว่า ผู้ที่รักษานั้นไม่มีความรู้ทางการแพทย์ และยังอนุญาตให้รักษา ก็ถือว่าไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแต่ประการใด ซึ่งในกรณีนี้ไม่ขัดกับตัวบทหะดีษ เนื่องจากในความหมายของหะดีษนั้นบ่งบอกว่า ผู้รักษานั้นได้หลอกลวงผู้ป่วย โดยอ้างว่าเขามีความรู้ทางการแพทย์ดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่เขาไม่มี ผู้ป่วยจึงเข้าใจว่าเขาคือแพทย์จริง ๆ และอนุญาตให้เขาทำการรักษาด้วยความรู้ของเขา เช่นนี้ เขาจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนความผิดที่เขาได้ก่อขึ้น
    • เช่นเดียวกัน ถ้าหากเขาได้สั่ง ยา ให้กับผู้ป่วยไปใช้โดยผู้ป่วยเข้าใจผิดว่า เขาสั่งยาด้วยความรู้จริง และมีความเชี่ยวชาญจริง หากเกิดผลเสียหายขึ้นก็จะต้องชดใช้เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่แจ่มชัดอยู่ในหะดีษแล้ว
  • สาม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความเชี่ยวชาญในโรคนั้น ๆ และผู้ป่วยได้อนุญาตให้เขาทำได้ และเขาได้ทำตามที่สมควรแล้ว แต่เกิดการทำผิดพลาดไปด้วยมือของเขาเอง ทำให้เกิดเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย เช่นที่ได้กล่าวมาแล้ว ในเรื่องการขริบปลายอวัยวะเพศ เช่นนี้ ต้องจ่ายค่าเสียหายด้วย อันเนื่องมาจากการทำผิดพลาดนั้น
    • แต่การจ่ายนั้น ผู้จ่ายจะเป็นกองทุนซะกาต หรือตัวแพทย์ที่ทำผิดเอง มีแนวทางอยู่สองอย่าง
      • อย่างแรก ถ้าแพทย์นั้นเป็น “ซิมมีย” (คนต่างศาสนิกที่อาศัยอยู่ในประเทศมุสลิม) เขาก็ต้องจ่ายเงินเอง แต่ถ้าเป็นมุสลิมก็ให้ใช้เงินของกองทุนซะกาต
      • แต่ถ้าหากไม่มีกองทุนซะกาต การชดใช้ก็ถือว่าตกไป ตามความเห็นของส่วนใหญ่
  • สี่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ซึ่งจ่ายยาผิดพลาด ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต พวกนี้ความเห็นหนึ่งบอกว่า แพทย์จะต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับผู้ป่วย แต่อีกความเห็นหนึ่งบอก กองทุนซะกาตต้องเป็นผู้จ่ายให้กับผู้ป่วย ทั้งสองอันนี้เป็นไปตามรายงานของท่านอิหม่ามอะห์หมัด
  • ห้า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ตัดปลายอวัยวะเพศของเด็ก หรือผู้ใหญ่ หรือคนบ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขา หรือผู้ปกครองของเขา หรือเด็กที่ไม่ได้รับอนุญาตจากตัวเขา หรือผู้ปกครองของเขา เช่นนี้ นักกฎหมายบอกว่า ต้องจ่ายค่าทดแทน เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการกระทำที่ไม่ได้รับอนุญาต
    • ถ้าหากเขาได้รับอนุญาตแล้วจากผู้บรรลุนิติภาวะ หรือผู้ปกครองของเด็กหรือคนบ้านั้นอนุญาต ก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยถือว่าไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ เลย เนื่องจากเขาได้ทำสิ่งที่ดี และถูกต้องแล้ว
    • เช่นเดียวกัน ถ้าหากเกิดจากการบังคับทำ การอนุญาตของผู้ปกครองก็ไม่มีความหมาย และเขาต้องจ่ายค่าเสียหาย แต่ถ้าหากไม่บังคับทำก็ไม่จำเป็นต้องจ่าย

บทสรุป

แพทย์ในหะดีษนี้ คือ ผู้ที่บอกคนไข้ว่าตนเองมีความสามารถด้วยการกระทำ และคำพูดของเขา เช่น เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด ด้านการให้ยา ด้านการทำกะห์ล (การทาตา) ด้านการขริบปลายอวัยวะเพศ ด้านการกรอกเลือด และผ่าตัด ด้านการสมาน หรือดามกระดูกที่หัก การจี้ หรือนาบด้วยไฟ การฉีดยา ด้านการรักษาสัตว์ เป็นต้น ไม่ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านใด ๆ ก็ดี คำว่า แพทย์หรือหมอ ก็ถูกนำมาใช้เรียกพวกเขาเหมือนกันทั้งหมด และมันเป็น
ความนิยมของสมัยนี้ที่จะแบ่งแยกคำว่า หมอ ให้ใช้กับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ กันเป็นการเฉพาะไปในแต่ละด้าน

ยารักษากาย

[medicine][stack]

ธรรมชาติบำบัด

[ยารักษาใจ][grids]

ยาจากพระเจ้า

[ยาจากพระเจ้า][btop]