อาหารทิพย์ยามเจ็บป่วย

ยามป่วยไข้
ธรรมชาติภายในร่างกายมนุษย์ เป็นเครื่องจักร หรือพลังอำนาจที่อัลลอฮ์ ซบ.ได้ทรงสร้างขึ้น เพื่อรักษาตัวร่างกายให้ดำรงอยู่อย่างมีสุขภาพดีตลอดอายุขัยของมัน แต่มีโรคบางโรคที่ ควรบังคับ ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหาร เช่น โรคสมองพิการ เป็นต้น ดังนั้นหะดีษนี้จึงเป็นหะดีษที่กล่าวไว้โดยกว้างๆ สำหรับคนทั่วๆ ไปเท่านั้น และหะดีษนี้แสดงว่า ผู้ป่วยนั้นสามารถทนการอดอาหารได้นานกว่าคนธรรมดาทั่วไป จากคำกล่าวของท่านนบี ซล.ที่ว่า “แท้จริงพระองค์อัลลอฮ์ ซบ.นั้นทรงให้อาหารและน้ำดื่มแก่เขาเอง” นั้นมีความหมายที่นุ่มนวล และมากเกินกว่าที่แพทย์ทั่วๆ ไปจะสามารถรู้ได้ ซึ่งผู้ที่จะรู้ได้มีแต่ผู้ที่สนใจในด้านกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ หัวใจและวิญญาณ เท่านั้น และผลของมันที่มีต่อธรรมชาติของร่างกาย และธรรมชาติได้ทำอะไรต่อมัน และมันมีประโยชน์อะไรต่อธรรมชาติ ซึ่งเราจะได้อธิบายเท่าที่จะทำได้ จิตใจ นั้นเมื่อมีสิ่งมากระทบมัน เช่น ความรัก ความเกลียด ความกลัว มันจะทำงานกับความรู้สึกนั้น ทำให้ความต้องการอาหาร และเครื่องดื่มหายไป ในสภาพนี้เขาไม่รู้ถึง ความหิว หรือความกระหาย ความร้อน ความเย็น ขณะเดียวกันร่างกายกลับยุ่งอยู่กับสิ่งที่กระตุ้นมันได้ เช่น ความรู้สึกเจ็บปวด ทุกๆ คนที่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ คงจะเห็นด้วยว่า เมื่อจิตใจเรายุ่งอยู่กับสิ่งใดมันก็จะไม่ต้องการกิน
อาหารใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อความรู้สึกที่มากระตุ้นเป็นความรู้สึกยินดี ความรู้สึกนั้นก็จะมาทดแทนอาหารได้ ความปิติยินดีจะทำให้ร่างกายอิ่ม และให้พลังงานแก่ร่างกาย เลือดจะถูกสูบฉีดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายจนถึงผิวหนัง ในกรณีนี้ใบหน้าจะแสดงให้เห็นความดีใจ และสดใส ความสุขทำให้หัวใจผ่อนคลาย และเพิ่มเลือดไปสู่เส้นเลือดดำ อวัยวะของร่างกายจะไม่ต้องการอาหาร เนื่องจากธรรมชาติของเขาได้ถูกเติมให้เต็มอิ่มด้วยสิ่งที่ดีกว่าอาหารแล้ว เมื่อร่างกายของคนๆ หนึ่งได้
ในสิ่งที่เขาต้องการแล้ว เขาก็จะไม่สนใจในสิ่งที่เขาต้องการน้อยกว่า หรือมีความสำคัญน้อยกว่าเลย
ถ้าความรู้สึกนั้นเป็นความรู้สึกเศร้า เจ็บปวด หรือกลัว ร่างกายก็จะต้องยุ่งอยู่กับความรู้สึกเหล่านี้ จนละเลยไม่สนใจที่จะกินหรือดื่มอีก และถ้าหากร่างกายสามารถต่อสู้ชนะความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านี้ได้ ร่างกายก็จะรู้สึกมีความสุขมากจนกระทั่งอวัยวะต่างๆ เต็มอิ่มพอเพียงด้วยความสุข และไม่ต้องการอาหารอีกเช่นกัน แต่ถ้าหากร่างกายต่อสู้แพ้ความรู้สึกเหล่านี้ เขาก็จะเกิดความเศร้าสลดหดหู่ตกต่ำ และหมดแรงตามขนาดของสิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังนั้น ถ้าหากบางครั้งแพ้บางครั้งชนะ ความรู้สึกก็จะสลับกันไปมาเช่นกัน
ในผู้ป่วยนั้น พระองค์อัลลอฮ์ ซบ. ทรงเป็นผู้ให้อาหาร และน้ำดื่ม แก่เขาเอง นอกเหนือไปจาก เลือด ตามที่แพทย์ได้กล่าวไว้ และความช่วยเหลือเหล่านี้ จะแตกต่างกันไปในแต่ละคนแต่ละสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ซบ. และการเชื่อฟังต่อพระองค์ว่ามีมากเท่าไรในเวลานั้น ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใกล้พระเจ้าของเขามากขึ้น หัวใจที่มอบหมายต่อพระเจ้ามากเท่าไร จะทำให้เขาเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และในขณะเดียวกัน ความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเขาก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อบ่าวของพระเจ้าได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์ เขาก็จะไม่หิว ร่างกายของเขาจะได้รับอาหารหล่อเลี้ยง และให้พลังงานมากกว่าที่จะได้รับจากอาหารที่เป็นวัตถุธาตุเสียอีก ยิ่งบ่าวของพระองค์มีความรัก ความสุข และความเพียงพอ ในพระผู้เป็นเจ้ามากเท่าไร เขาก็จะยิ่งได้รับ พลัง และ อาหารทิพย์ นี้มากขึ้น และแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถบรรยายให้เป็นคำพูดได้ และแพทย์ก็ไม่สามารถตรวจพบได้ถึงความมีอยู่ของมัน
ผู้ที่ไม่มีจิตใจที่ละเอียดอ่อนพอ ก็จะไม่เข้าใจถึงความจริงที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เขาก็จะเห็นแต่สภาพความทุกข์เวทนาที่จะเกิดขึ้นในคนที่ละโมบ มีชีวิตเพียงเพื่อเงินทอง ทรัพย์สมบัติ หรือวัตถุธาตุต่างๆ เท่านั้น แต่ก็มีหลายคนที่รู้สึกถึง และสังเกตเห็นเช่นกัน ในซอเฮียะห์ได้ยืนยันถึงเรื่องนี้ โดยมีรายงานถึงการที่ท่านนบี ซล.เคยถือศีลอดติดต่อกันหลายวัน แต่ก็ทรงห้ามศอฮาบะห์ไม่ให้ทำตาม ดังคำกล่าวของท่านนบีที่ว่า “ฉันไม่เหมือนพวกท่าน พระเจ้าของฉันเป็นผู้ให้อาหาร และน้ำดื่มแก่ฉันเอง” (ซอเฮียะห์บุคอรี, 1965)
อาหารและน้ำดื่ม ในที่นี้ไม่ใช่อาหารและน้ำดื่มที่คนทั่วๆ ไปรับประทานกันทางปาก มิฉะนั้นท่านนบี ซล.ก็คงไม่ได้ถือศีลอด และไม่กล่าวว่า “พระเจ้าให้อาหารและน้ำดื่มแก่ฉัน” เพื่อแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระองค์และบรรดาศอฮาบะห์ ในสิ่งที่พระองค์สามารถทนได้ แต่บรรดาศอฮาบะห์จะทนไม่ได้ และถ้าหากพระองค์รับประทานทางปาก พระองค์ก็จะไม่กล่าวว่า “ฉันไม่เหมือนกับพวกท่าน” สำหรับคนที่รู้จักแต่อาหารธรรมดาทั่วไป จะไม่เข้าใจถึงอาหารแท้จริงที่ หัวใจและวิญญาณ ต้องการ และจะยังไม่เข้าใจถึง อาหารศักดิ์สิทธิ์ ที่ให้ความแข็งแรงแก่ร่างกาย ซึ่งมี พลังอำนาจ มากกว่าอาหารธรรมดาทั่วๆ ไปหลายเท่า และอัลลอฮ์ ซบ.ทรงรู้ยิ่งกว่า
