โรคท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย

แนวทางการรักษาโรคท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย
การรับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น และกฏเกณท์การกินและดื่มที่ถูกต้อง ในหนังสือมุสนัดและหนังสืออื่น ๆ ได้กล่าวว่า จากท่านนบี ซล.ได้กล่าวว่า
“มนุษย์นั้นไม่ควรจะใส่อาหารในภาชนะให้เกินกว่ากระเพาะของเขา เพราะสำหรับมนุษย์นั้น การกินเพียงไม่กี่คำก็พอที่เขาจะอยู่ได้ แล้ว แต่ถ้าเขาจำเป็นต้องกินจน เต็มกระเพาะ ก็ให้กินโดยเป็น อาหาร หนึ่งในสาม เป็น เครื่องดื่ม หนึ่งในสาม และอีกหนึ่งในสามเป็น ลมหายใจ ของเขาเอง” (ซอเฮียะห์อะห์หมัด 377/1, 413)
ดังได้กล่าวไว้ โรคนั้นมีสองชนิด โรคทางกาย อันเกิดจากการมีสารบางอย่างมากเกินไปในร่างกาย ทำให้เกิดผลร้ายต่อการทำงานของมันและธรรมชาติของมันเอง มันคือโรคแห่งความมากเกิน ซึ่งก็เกิดจากการมีอาหารเข้าไปในกระเพาะมากเกินไปกว่าที่กระเพาะจะย่อยได้ และเกินความต้องการที่ร่างกายจะต้องใช้ประโยชน์ ทำให้อาหารที่กินมีประโยชน์น้อยลง ระบบการย่อยอาหารจะทำงานช้าลง จากการมีอาหารมากมายหลายหลากชนิดเกินไป
เมื่อมนุษย์ได้รับประทานอาหารประเภทนี้เข้าไป และรับประทานบ่อย ๆ จนเคยชิน ก็จะทำให้เกิดโรคได้หลายอย่าง บางทีสามารถรักษาได้ง่าย บางทีรักษาได้ยาก แต่ถ้าหากเขารับประทานอาหารปานกลาง และให้พอดี กับความต้องการของร่างกาย มี ปริมาณอาหาร ที่พอดี ๆ มี ส่วนผสมของสารอาหาร ที่พอดี ๆ ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์จากสารอาหารเหล่านั้นมากกว่าการรับประทานอาหารมากเกินไป
ระดับการรับประทานอาหารมี สามระดับ คือ
- ระดับเท่าความต้องการของร่างกายที่จะมีชีวิตอยู่ได้
- ระดับความพอเพียงที่จะร่างกายจะพอทำงานได้อย่างเหมาะสม
- และระดับที่ดีเลิศสมบูรณ์
ท่านนบี ซล.ได้บอกให้เราทราบว่า มนุษย์นั้นการกินอาหารเพียงไม่กี่คำก็เพียงพอที่จะประทังชีวิตอยู่ได้แล้ว โดยไม่ทำให้อ่อนแรงลงไป แต่ถ้าหากต้องการมากกว่านั้น ก็ให้กิน อาหาร เพียง หนึ่งในสาม ของกระเพาะ เว้นที่หนึ่งในสามไว้ให้เป็น น้ำ และอีกหนึ่งในสามเป็น ลมหายใจ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับ ร่างกาย และ หัวใจ ถ้าหากกินอาหารจนอิ่มแน่นเกินไปก็จะทำให้กินน้ำได้น้อยลง ถ้าพยายามกินน้ำให้ได้เท่าที่ต้องการก็จะเหลือที่ให้ลมหายใจน้อยลงไป เขาก็จะรู้สึกไม่สบาย แน่นอึดอัดที่จะต้องแบกท้องเช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์ที่รู้สึกกับท้องของเธอ
นอกจากนี้ยังทำให้ หัวใจ ของเขาเกิดความเสียหายไปด้วย เกิดความเกียจคร้านที่จะทำความดี และจะเพิ่มกิเลสตัณหามากขึ้น จนต้องไปหาทางระบายออก ดังนั้น การกินอาหารมากเกินจึงเป็นอันตรายต่อทั้ง ร่างกายและจิตใจ ถ้าหากการกินอย่างนี้เป็นสิ่งที่เกิดอยู่บ่อย ๆ เป็นประจำจนกลายเป็นความเคยชิน แต่ถ้าหากเป็นนาน ๆ ครั้งก็ไม่ถือเป็นสิ่งที่น่าตำหนิมากนัก
ครั้งหนึ่งท่านอบีหุรอยเราะห์ได้ดื่มน้ำนมต่อหน้าท่านนบี ซล.จนกระทั่งท่านพูดว่า
“ขอสาบานด้วยผู้ที่ส่งท่านมาด้วยความจริง ฉันไม่คิดว่ากระเพาะจะมีที่ว่างพอให้กินได้อีก” (ซอเฮียะห์บุคอรี, 6452)
บรรดาศอฮาบะห์ของท่านนบี ซล.ได้ดื่มกินหลายครั้งต่อหน้าท่านนบี ซล.และจะดื่มจนเต็มอิ่ม การการกินอาหารจนอิ่มแน่น หรือเกินขนาดไปย่อมทำให้ร่างกายอ่อนแอ ลง แม้ว่าจะทำให้เขาดูตัวใหญ่ขึ้นอ้วนขึ้นก็ตาม แท้จริง พละกำลัง ของร่างกายนั้นขึ้นอยู่กับ ประโยชน์ ที่ได้จากการนำอาหารเหล่านั้นไปใช้มากกว่าจำนวนอาหารมากมายที่รับประทานเข้าไป
ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วย สารธาตุ สามชนิด
- สารธาตุส่วนที่เป็น ดิน
- ส่วนที่เป็น ลม
- และส่วนที่เป็น น้ำ
ท่านนบี ซล.ได้แบ่งอาหาร น้ำดื่ม และ ลมหายใจ ของมนุษย์ เป็นสามส่วนเท่า ๆ กันถ้าหากมีคนถามว่า แล้วไหนเล่าคือสารธาตุส่วนที่เป็น ไฟ ? ซึ่งมีคนพูดว่าปัญหานี้เป็นสิ่งที่แพทย์หลายคนได้กล่าวถึงและเขาก็ได้กล่าวว่า
ในร่างกายของคนเราจะมีสารธาตุส่วนที่เป็นไฟอยู่แล้วนั่นก็คือ การทำงานในร่างกายจะต้องใช้ความร้อนเป็นหลักหรือทำให้เกิดความร้อนขึ้นมา (จากปฏิกิริยาเคมีของอาหารกับน้ำย่อยหรือขบวนการเมตาโบลิซึ่ม: ผู้แปล)
แต่ก็มีนักปราชญ์ท่านอื่น ๆ อีกหลายท่านโต้แย้งคำพูดนี้ และกล่าวว่าไว้ในหลายความเห็น เรามาดูกันว่า ธาตุไฟในร่างกายเรานั้น ย่อยอาหารได้อย่างไร >> โปรดติดตามที่นี่ >>
