การหลีกห่างจากโรคระบาด

การรับมือกับโรคระบาด กาฬโรค
พระผู้เป็นเจ้าได้ชี้เป็นแนวทางไว้ให้ เป็นการป้องกันจากความเป็นไปได้ที่จะติดเชื้อ และป้องกันจากอากาศเสียที่เป็นพิษในบ้านเมืองนั้น และการห้ามไม่ให้ออกจากเมืองนั้น มีความหมายสองอย่าง คือ
- หนึ่ง เพื่อทำให้จิตใจของผู้ที่อยู่ในเมืองนั้นเชื่อมั่นในอัลลอฮ์ ซบ. ให้มอบหมายต่อพระองค์อดทนต่อการกำหนดสภาวะของอัลลอฮ์ ซบ.ในอนาคต และพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
- สอง สิ่งที่บรรดาแพทย์กล่าวถึง คือ ผู้ที่มอบหมายต่อพระองค์อัลลอฮ์แล้วนั้น ก็จำเป็นจะต้องป้องกันตัวเองจากโรคระบาดด้วยเช่นกัน โดยต้องขจัดของเสียที่ชื้น ออกจากร่างกายของเขา ลดอาหารลง ทำให้ร่างกายแห้งที่สุดในทุกๆ ด้าน อยู่ในที่แห้งกินอาหารแห้งๆ นอกจากในสวน และในห้องน้ำ ซึ่งทั้งสองแห่ง เป็นที่ที่เราจะต้องระวังให้มาก เนื่องจากร่างกายของเราส่วนมาก ไม่สามารถจะขจัดของเสียออกจากร่างกายได้จนหมดเสมอไป ในเรือกสวนหรือในห้องน้ำ ซึ่งมีของเสียอยู่มากมาย ของเสียเหล่านั้นจะมารวมกับของเสียในร่างกายทำให้เกิดโรคได้
ยิ่งกว่านั้น เมื่อเกิดมีโรคระบาดเกิดขึ้น สิ่งจำเป็นอย่างหนึ่ง คือ การหยุดนิ่งๆ และพักผ่อน เพื่อพักให้อวัยวะที่อาจมี สารพิษ อยู่ภายในนั้น สงบนิ่ง หยุดความปั่นป่วนลงไป การที่จะออกจากแผ่นดินที่มีการระบาดนั้น เราไม่สามารถจะออกไปได้นอกจากจะต้องใช้ความพยายามใช้การเคลื่อนไหวอย่างมาก ใช้แรงกายอย่างมาก ซึ่งสิ่งนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อร่างกายในภาวะเช่นนั้นนี่เป็นคำกล่าวของบรรดาแพทย์รุ่นใหม่ๆ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านนบี ซล.ได้กล่าวไว้ และเหมาะสมกับการรักษาร่างกายผู้ป่วย
มีบางคนพูดว่า ในคำพูดของท่านนบี ซล.ที่ว่า “อย่าหนีออกจากมันไป” นั้น ไม่ได้หมายความว่า ไม่ให้ออกไปเลย เพียงแต่ต้องไม่ใช่การหนีเท่านั้น และผู้เดินทางออกไปโดยสาเหตุอื่น ก็สามารถออกไปได้
เราขอตอบคำถามนี้ว่า ไม่มีแพทย์คนใดจะสามารถห้ามไม่ให้มนุษย์นั้นอยู่นิ่งๆ ได้ตลอดเวลาในช่วงเกิดโรคระบาดโดยไม่ทำอะไรเลย แท้จริง มนุษย์นั้นไม่ควรจะเดินทางไปไหนเมื่อเกิดโรคระบาด และให้อยู่ในบ้านเรือนที่มั่นคง และต้องพยายามเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ การอยู่นิ่งๆ และพักผ่อนเป็นสิ่งที่ดีสำหรับร่างกาย และหัวใจ และเป็นการมอบหมายชะตากรรมของตนเองต่อพระผู้เป็นเจ้ามากขึ้น ยอมรับในการกำหนดสภาวะของพระองค์ แต่ผู้ที่จำเป็นจะต้องเคลื่อนไหว เช่น คนทำงาน ผู้ผลิตสินค้า ผู้เดินทาง ผู้ส่งข่าวสาร พวกนี้ก็ไม่ควรบังคับให้เขาต้องอยู่นิ่งๆ แต่ก็ต้องไม่ให้เขาเคลื่อนไหวในสิ่งที่เกินความจำเป็น เช่น การเดินทางหนีออกจากแผ่นดินที่มีโรคระบาดนั้น และอัลลอฮ์ ซบ.นั้นคือผู้ทรงรู้ยิ่ง
ในการห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในแผ่นดินที่มีโรคระบาดเข้าไปในแผ่นดินนั้น มีประโยชน์ดังนี้
- หนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงจากสาเหตุที่จะเป็นอันตรายต่างๆ และหลีกห่างจากมัน
- สอง เพื่อรักษาร่างกายให้มีสุขภาพดีไว้ จะได้สามารถทำงานอาชีพได้ต่อไป
- สาม จะได้ไม่ต้องหายใจเอาอากาศเสียเข้าไป ที่จะทำให้เกิดการป่วยไข้ได้
- สี่ จะได้ไม่ต้องเข้าใกล้คนเจ็บที่กำลังป่วยด้วยโรคระบาดอยู่ อาจจะทำให้เราติดเชื้อจากผู้ป่วยนั้นได้
- จากหนังสือสุนันของอบีดาวูด เป็นหะดีษมัรฟัวอ์ได้กล่าวไว้ว่า “แท้จริงการผสมปนเปกันนั้น จะทำให้เกิดความเสียหาย” (ระดับอ่อน อบีดาวูด, 3923)
- อิบนิกุตัยบะห์ได้กล่าวว่า “การผสมปนเปกันเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคระบาด และเป็นต้นเหตุของความป่วยไข้”
- ห้า เป็นการป้องกันร่างกาย และจิตใจ จากการไม่สำรวม หรือความเสียหายต่างๆ
กล่าวโดยรวมแล้ว การห้ามไม่ให้เข้าไปยังเมืองที่มีการระบาดของโรค เป็นคำสั่งห้ามเพื่อป้องกัน และให้ระวังไว้ไม่ให้ไปประสบกับโรคร้ายอันจะทำให้เจ็บป่วยเสียหายได้ และการห้ามไม่ให้อพยพหนีไป ก็เพื่อให้รู้จักการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ซบ. และยอมรับในชะตากรรม นั่นคือ
- อันแรก เพื่อจะได้รู้จักมารยาท และเรียนรู้ วิธีการที่ดี ในการต่อสู้กับโรค
- และ อันที่สอง เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการแก้ไขสถานการณ์
- และ สาม เพื่อให้รู้จักการยอมรับ
และในหนังสือซอเฮียะห์ได้กล่าวไว้ว่า “ท่านอุมัร อิบนิอัลคอตตอบได้ออกไปยัง ประเทศชาม และก่อนที่จะถึงนั้น ก็ได้พบกับอบูอุบัยดะห์ อิบนิญะรอห์และเพื่อนๆ ของเขา อบูอุบัยดะห์ได้บอกกับท่านอุมัรว่า ได้เกิดโรคระบาดขึ้นใน ประเทศชาม ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้นในกลุ่ม โดยท่านอิบนิอับบาส ได้เรียกพวกมุฮาญิรีน มาหาและปรึกษากัน โดยท่านบอกให้พวกเขาทราบว่า เกิดโรคระบาดขึ้นในประเทศชามแล้ว คนเหล่านั้นก็มีความคิดเห็นแตกแยกกันอีก บางคนบอกว่า ในเมื่อเรามาด้วยธุระหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะกลับไปโดยยังไม่ได้ทำธุระนั้นให้เสร็จสิ้น แต่คนอื่นๆ ก็บอกว่า นอกจากท่านยังมีคนอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งที่เป็นสาวกของท่านนบี ซล.หลายท่าน การที่จะให้พวกเหล่านั้นต้องมาเผชิญกับโรคระบาด น่าจะเป็นการไม่สมควร สุดท้ายท่านอุมัร จึงได้กล่าวว่า “พวกท่านออกไปกันก่อน” ท่านจึงได้เรียก ชาวอันศอร มาและได้ปรึกษากับพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังขัดแย้งกันอีกเหมือนกลุ่มก่อนๆ ท่านจึงได้เรียก ผู้อาวุโส ของ เผ่ากุเรช มาจากกลุ่มที่อยู่ใน วันพิชิตมักกะห์ และเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง พวกเขาจึงได้กล่าวว่า
“เราเห็นว่า ท่านควรพาพวกเขากลับไป และอย่าเข้าไปในเมืองที่มีโรคระบาดนั้น”ท่านอุมัร จึงตกลงทำตาม เมื่อเห็นดังนั้น ท่านอุบัยดะห์จึงได้กล่าวขึ้นว่า “โอ้ท่านอะมีริ้ลมุมินีน ท่านกำลังหนีจากการกำหนดสภาวะของอัลลอฮ์หรือ?” ท่านอุมัรได้กล่าวตอบว่า “ใช่แล้ว เรากำลังหนีจากการกำหนดสภาวะของอัลลอฮ์ ซบ. ท่านไม่เห็นหรือว่าเวลาที่ อูฐ ตกอยู่ในระหว่างหุบเขาทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งสมบูรณ์ และ อีกด้านหนึ่งแห้งแล้ง ท่านไม่เห็นหรอกหรือว่าไม่ว่าท่านจะเลี้ยงในด้านที่อุดมสมบูรณ์ ท่านก็เลี้ยงตามการกำหนดของอัลลอฮ์ ซบ. หรือ ถ้าท่านเลี้ยงในด้านที่แห้งแล้ง ท่านก็ได้เลี่ยงตามการกำหนดของอัลลอฮ์ ซบ.เช่นกัน?”
และ อิบนุอับบาส ก็ได้กล่าวว่า “หลังจากนั้นท่านอับดุลเราะห์มาน อิบนิเอาฟ์ ก็ได้กลับมา ซึ่งเขาได้หายไปเพื่อทำธุระ ขณะที่ทั้งหมดกำลังขัดแย้งกันอยู่และได้รับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจึงได้พูดขึ้นว่า “แท้จริงฉันมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮ์ ซล.ได้ทรงกล่าวว่า
“ถ้าหากที่แผ่นดินใดที่ท่านอาศัยอยู่มีโรคระบาดเกิดขึ้น ท่านก็อย่าหนีออกมา และถ้าท่านได้ข่าวแผ่นดินใดมีโรคระบาดเกิดขึ้น ท่านก็อย่าได้เข้าไปในแผ่นดินนั้น” (ซอเฮียะห์ บุคอรี, 5729)
